คอลัมน์ปี 44
- Convection ovens

- ขนมอบ
- ทำไมขนมปังเสียเร็วจัง
- ชั่ง ตวง วัด

คอลัมน์ปี 45
-10 คำถามเกี่ยวกับเค้ก

-ความรักสีน้ำตาล
-แก๊สแบบที่ปลอดภัย
- แก็สแบบที่ปลอดภัย2
- หาทุนเปิดร้านที่ธ.ออมสิน
-มารู้จักแป้งสาลีกันเถอะ
-เตาอบคู่ชีพ

- บรรจุภัณฑ์ทันสมัย
- ย้อนอดีตขนมปังตอน1
-ลายของหัวบีบแต่งหน้าเค้ก
-ย้อนอดีตเกบเกอรี่ไทย2

 

ตอน ย้อนอดีตเบเกอรี่ในประเทศไทย

 

สวัสดีปีใหม่ ทุกๆท่านค่ะ ขอให้ปี 2546นี้ เป็นปีแห่งโอกาส โชคลาภ และความเจริญก้าวหน้าของท่านผู้อ่านทุกท่านค่ะ เรื่องใดที่ยังคั่งค้างก็ขอให้สำเร็จลุล่วงด้วยดี ทางเราก็ยังมีเรื่องที่ค้างไว้จากปีที่แล้วติดไว้ว่าจะเล่าเรื่องราวย้อนอดีตเบเกอรี่ในประเทศไทยนั้น จะขอเล่าให้ฟังตอนนี้เลยค่ะ จะได้ลุล่วงเสียที

แรกเริ่มเดิมทีนั้นคนไทยจะรับประทานข้าวเป็นอาหารหลัก กับข้าวกับปลาก็จะเป็นพวกผัก ปลา น้ำพริก แกงกะทิ แกงต่างๆไปตามเรื่อง ขนมไทยต่างๆก็จะเป็นพวก ทองหยีบ ทองหยอด กล้วยบวดชี หรือขนมเปี๊ยะ ขนมจันอับที่เป็นวัฒนะธรรมจากจีน ซึ่งเข้ามาในประเทศไทยก่อนหน้านั้น การรับประทานขนมปังนั้น เป็นวัฒนะธรรมจากยุโรบ หรือ อเมริกาค่ะ สมัยก่อนนั้น ลูกท่านหลานเธอที่ถูกส่งไปเรียนต่างประเทศ เมื่อคุณๆ ท่านๆ เหล่านั้นกลับมา ก็นำพาเอาวัฒนะธรรมต่างๆเข้ามาด้วย กลายเป็นแฟชั่น หรือความนิยมต่อเนื่องมาจนปัจจุบัน

การทำขนมปังในสมัยก่อนนั้น เป็นเรื่องยุ่งยากมาก เนื่องจากต้องใช้เตาอบ ซึ่งสมัยก่อนยังไม่มีใครผลิตออกมาจำหน่าย บางคนจึงคิดดัดแปลงนำขนมที่ทำจากแป้ง และไข่นั้นไปนึ่ง จนได้เป็นขนมถ้วยฟูแทนขนมปังไป ส่วนผู้ที่ต้องการทำขนมปังจริงๆนั้น ต้องนำเข้าเตาอบจากต่างประเทศเท่านั้น สูตรและส่วนผสม และวิธิทำก็ไม่แพร่หลายอย่างในปัจจุบัน เช่นโรงแรมดุสิตธานี ต้องนำเข้าทั้งเตาอบ แป้ง ส่วนผสม และเชพจากต่างประเทศโดยตรง การรับประทานขนมปังสมันนั้นเป็นเรื่องโก้หรูและหายากมากค่ะ

ส่วนการผลิตเตาอบในประเทศไทย แรกเริ่มก็มีคุณสุชาติ อิทธิวัฒนา (เฮียคุง) เจ้าของกิจการ กล้วยน้ำไทเตาอบ ในปัจจุบันเดิมเปิดกิจการร้านแก็สเป็นร้านที่ 7 ในประเทศไทย หลังจากแต่งงานมาใหม่ๆ ร้านนี้เป็นเอเยนซ์ของเชลล์แก๊ส ซึ่งสมัยก่อนคนไทย กลัวการใช้แก็สมาก กลัวระเบิด กลัวกลิ่นแก๊ส ใช้ก็ไม่เป็น กิจการแก๊สจึงไม่ค่อยแพร่หลาย คุณสุชาติต้องออกทำตลาดหาลูกค้าเป็นรายคนไป โดยไปหาตามร้านขนมต่างๆของคนจีนที่ทำขนมเปี๊ยะ ชนมจันอับที่ใช้เตาอบแบบก่อด้วยดิน พูดคุยชักจูงให้เปลี่ยนมาใช้เตาแก๊ส ซึ่งสดวกกว่ากันมาก แต่การชักจูงให้เปลี่ยนจากเตาถ่านมาใช้เตาแก็สนั้นไม่ง่ายเลย

เพราะต้องหาหัวเตาหุงต้มให้กับร้านอาหารต่างๆ และหาซื้อเตาอบให้กับโรงงานผลิตขนมด้วย ซึ่งในสมัยก่อนไม่มีใครทำเตาอบขายเลย คุณสุชาติมีเพื่อนชื่อจำนงซึ่งเคยเป็นลูกน้องของนายช่าง(ร.อ. วิทาน) ซึ่งจบวิศวะมาจากเมืองนอกแล้วมาทดลองทำเตาอบขายในประเทศไทย จึงให้เขาทำเตาให้ลูกค้าที่ต้องการเตาอบ แล้วคุณสุชาติก็ส่งแก๊สให้ลูกค้า เมื่อมีทั้งเตาอบ มีทั้งแก๊สที่จะส่ง บวกกับความพยายามออกหาลูกค้าของเฮียสุชาติ ทำให้มีลูกค้าเป็นพันคน ความต้องการเตาอบก็มาก ลูกค้าต่างต้องรอเตาอบจากคุณจำนง ซึ่งทำช้ามาก1 เดือน 2 เดือนต่อตัว คือคุณจำนงตกดึกจะชวนเฮียสุชาติไปที่สุรัจภัตตราคารแถวเฉลิมไทย สังสรรอยู่เป็นประจำ ทำให้งานไม่เดิน ลูกค้าก็เดือดร้อน ไม่ได้เตาอบใช้ เกิดปัญหามากมาย ภายหลังคุณสุชาติจึงลูกขึ้นทำเตาเอง หาลูกน้องเก่ามา 2 คน ลองทำดู ครั้งนั้นเป็นการหักเหชีวิตครั้งใหญ่

จากการส่งแก๊สอย่างเดียว ก็หันมาทำเตาโดยยืมทุนจากพี่สาว 35,000 บาท โดนเปิดโรงงานทำอยู่ที่ร้านแก็สที่กล้วยน้ำไท ซื้อกรรไกรตัดเหล็ก ตู้เชื่อม และลวดเชื่อม เครื่องพับก็ยังไม่มีต้องไปจ้างเค้าพับแถวตลาดพลู จุดละ 1 บาท เตาแต่ละเตาต้องพับเป็นร้อยๆจุด รถก็ไม่มี ต้องจ้างสามล้อไป เตาแต่ละตัวใช้เวลาเป็น 10 วัน เตาทุกตัว เถ้าแก่จะทำเองและไปส่งเอง ทุกจังหวัดในประเทศไทย เพื่อทดลองเปิดเตาและ อธิบายการใช้โดยละเอียด

ด้วยความอดทนและความประหยัดอดออม จึงเก็บเงินทุนได้ก้อนหนึ่ง แล้วย้ายร้านจากกล้วยน้ำไทมาเช่าที่แถวจุฬา (สามย่าน) เปิดร้านใหม่ เมื่อปี 2518 โดนยัวคงใช้ชื่อเดิมคือกล้วยน้ำไทเตาอบ ส่วนร้านแก็สดั้งเดิมนั้นได้ยกกิจการให้น้องชายไป ระยะหลังเตาอบขายดีมาก ผลิตออกมาไม่ทันขาย คุณสุชาติจึงได้นำเข้าเตาอบ และเครื่องมือดเบเกอรี่ต่างๆจากต่างประเทศมาขายด้วย

างด้านบุคคลากร หรืออาจารย์ผู้สอนทำขนมอบเบเกอรี่ก็มีอยู่หลายท่าน ท่านเหล่านี้มีส่วนอย่างมากในการพัฒนาวงการเบเกอรี่ โดยการให้ความรู้และทักษะแด่ลูกศิตย์ของท่าน เพื่อนำไปเปิดกิจการ ทำให้มีผู้นิยมขนมอบและเบเกอรี่มากมายอย่างในปัจจุบัน

ก่อนหน้าที่จะมีโรงเรียนสอนทำขนมอบผุดขึ้นมากมายทุกมุมเมืองเหมือนในปัจจุบันนี้ สมัยก่อนแล้ว การหาช่างทำขนมหรือสูกมือทำขนมสักคนนั้นหายากมาก ใครพอจะมีความรู้ด้านนี้ก็จะถูกแย่งชิงตัวกันเลยทีเดียว ส่วนค่าตัวค่าสูตรก็แพงมาก เป็นหมื่นเป็นแสนทีเดียว ค่าเงินสมัยก่อนนะคะ

เริ่มแรกเชพฝรั่งของโรงแรมต่างๆที่เข้ามาทำขนมอบต่างๆ จะมีลูกมือช่อยทำขนมอบเป็นคนไทยหรือคนจีน เมื่อสั่งสมประสบการณ์จากเชพระยะหนึ่ง บางท่านก็ออกมาทำเอง รับงานนอก หรือรับสอนตามร้าน หรือรับจ้างทำขนมให้แต่ไม่บอกสูตร คือปิดประตูทำคนเดียว

อีกลักษณะหนึ่งคืออาจารย์ต่างๆที่จบจากต่างประเทศเช่นฟิลิปปีนส์ หรือทางยุโรป กลับมาท่านก็รับสอนเบเกอรี่เหมือนกัน

อาจารย์ท่านเหล่านี้ เช่นอาจารย์พูนศรี อาจารย์โจ๊ะซัง และอาจารย์ไพเราะ ซึ่งปัจจุบันท่านก็ยังรับสอนอยู่ค่ะ เมื่อก่อนการเรียนการสอนนั้นก็จะถูกจัดขึ้นโดยโรงโม่แป้ง หรือบริษัทขายแป้ง อย่างเช่นของยูไนเต็ด หรือแป้งแหลมทอง จะเป็นลักษณะที่สอนเพื่อให้คนทำเป็น ทานเป็น เมื่อขนมอบแพร่หลาย จะได้ขายแป้งได้งัยคะ

ปัจจุบันขนมอบ และเบเกอรี่ต่างๆเป็นที่แพร่หลาย และนิยมกันมากขึ้นเรื่อยๆ ขนมปัง พาย เพสตรี้ เค้ก หรือคุกกี้นั้นได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในรายการอาหารหลักและอาหารว่าง หรือขนมของร้านอาหาร ภัตราคาร และโรงแรมต่างๆ โดนเป็นที่ชื่นชอบของทุกคนอย่างไม่รู้เบื่อ ไม่เฉพาะคนไทย ไม่ว่าคนญี่ปุ่น อินเดีย อัฟริกัน ออสเตรเลีย หรือ มาเลเซีย เรียกว่าเกือบทุกชาติในโลกนี้ ต่างรู้จักขนมปัง แล้วคุณคิดว่าคุณหล่ะ....รู้จักขนมปังดีแค่ไหน

(อย่างน้อยเมื่ออ่านคอลัมน์นี้จบ คุณก็รู้จักขนมปังดีขึ้นอีกนิดนึงแล้วค่ะ)